“คุณแม่มีหน้าที่จัดการเรื่องอาหารแต่ละมื้อในครอบครัวมาตลอดค่ะ ส่วนใหญ่แล้วกับข้าว เน้นหนักไปทางผัก ผลไม้และเนื้อปลา โดยจัดไว้อย่างเป็นสัดส่วน ยกตัวอย่างเช่น หากกับข้าวมีสามอย่าง จะทำจากผักสองอย่าง และจากเนื้อปลาอีกหนึ่งอย่าง ในวัยเด็ก หลังมื้อเย็น คุณแม่ให้กินอาหารเสริมจำพวก วิตามินซี น้ำมันตับปลา มาโดยตลอด และจะถูกสั่งห้ามไม่ให้กินขนมอบกรอบโดยเด็ดขาด เพราะท่านให้เหตุผลว่า ขนมพวกนี้มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย แถมส่งผลเสียแก่ร่างกายในระยะยาว”
แต่เมื่อเติบโตขึ้น ลักษณะการใช้ชีวิตก็ถูกเปลี่ยนไปตามวัย แล้วเธอมีวิธีการปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมอย่างไรกัน “การทำงานในวงการบันเทิงนั้น ต้องไปถ่ายละครตั้งแต่เช้ามืดบ่อย ๆ กว่าจะเสร็จก็ดึก ร่างกายจำเป็นต้องใช้พลังงานอย่างมาก เอสเทอร์จึงให้ความสำคัญกับอาหารมื้อเช้าและมื้อเที่ยงเป็นพิเศษ และงดอาหารจำพวกแป้งในมื้อเย็น โดยเปลี่ยนมากินผักและเนื้อปลาให้พออยู่ท้องแทน”
“เวลาว่าง เอสเธอร์ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสกับกลุ่มเพื่อน ๆ สัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเลือกเล่น “พิลาทิส (Pilates)” ที่มีลักษณะเป็นเหมือนการถีบจักรยาน เป็นการออกกำลังกายที่บริหารเรียวขาให้สวยเป็นพิเศษ ทำให้กล้ามเนื้อในส่วนขาของเรานั้นมีความกระชับมากขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้ใหญ่ขึ้น เหมือนอย่างที่พวกผู้ชายเล่นกัน”
นอกจากนี้เธอยังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า อย่าลืมทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เพราะว่าแสงแดดเป็นศัตรูตัวฉกาจของผิวเรา
เห็นน่ารักสดใสแบบนี้ แต่เอสเทอร์มีภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจเป็นโรคประจำตัว ที่คอยเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของเธอเป็นประจำอีกด้วย “เอสเธอร์มักแพ้อากาศและไรฝุ่นอยู่เสมอ ทำให้มีอาการตาบวมและน้ำมูกไหลตลอดเวลา สร้างความรำคาญและส่งผลกระทบต่อการทำงานบ่อยครั้ง เช่น เวลาพี่ ๆ ช่างแต่งหน้าในกองถ่าย กำลังแต่งหน้าให้เรานั้น มักมีอาการจามตลอด จนในบางครั้งทำให้แต่งหน้าไม่ได้เลย”
เพราะเหตุนี้ เอสเธอร์จึงหันมาเข้มงวดกับพฤติกรรมและการกินยิ่งขึ้น “จะเลือกหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่นเยอะ ๆ เพราะเป็นสาเหตุของอาการแพ้ และเมื่อไม่นานมานี้ คุณพ่อแนะนำให้หนูกินฝรั่งกับเมล็ดฟักทองเป็นประจำทุกวัน ผ่านมาสองเดือนกว่าๆ รู้สึกได้เลยว่าตนเองมีอาการจามและแพ้น้อยลง”
ติดตามเนื้อหาได้จาก นิตยสารชีวจิต ฉบับที่ 367
ที่มา
http://women.mthai.com/health/169815.html

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น